รอ ... ที่จะกลับมา
เมื่อตอนที่เราเป็นเด็ก เรามักจะมีความสุขอยู่กับการได้คิดถึงอะไรบางสิ่ง บางอย่าง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะจริงหรือไม่ก็ตาม
เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ของมันมากนัก ขอแค่เพียงเราได้สร้างจินตนาการและโลกส่วนตัวขึ้นมาล้อมกรอบเราไว้ แค่นั้นก็พอ
หากเด็กหญิงน้อยจะคิดว่าต้นหญ้าที่ไหวเอนตามสายลม คือผู้คนที่มาร่วมในงานเต้นบัลเลต์ของเธอ
และเธอจะจับมือเจ้าหมาน้อยให้ขึ้นมาเป็นคู่เต้นของเธอ...
หรือเด็กชายจะเห็นกองทรายที่อยู่เบื้องหน้าคือภูเขาที่สูงที่สุดในโลกที่เค้าจะต้องปีนขึ้นไปให้ได้
สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกนัก
และเมื่อจวบจนเวลาที่ผ่านไป เด็กหญิงและเด็กชายต่างก็เจริญเติบโตไปตามวิถีทางแห่งผู้คน
ทั้งคู่ได้เรียนรู้วิชาการ ได้เรียนรู้ที่พบปะผู้คนที่มากหน้าหลากตา การดำรงอยู่ในสถานะของมนุษย์ผู้ที่เติบโตแล้วทั้งทางร่างกายและจิตใจ
และทำให้รับรู้ได้ว่า ต้นหญ้าที่เป็นผู้ร่วมงานในวันเก่าก่อนนั้น ก็คือต้นหญ้าเพียงเท่านั้นเอง
น้องหมาในวันนั้นก็ชราลง จนแทบที่จะไม่มีแรงจะลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้นเมื่อได้เจอเราได้อย่างเช่นก่อนอีกแล้ว
และ ... ผู้ชายคนนั้นก็ได้เจอสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากกว่ากองทราย มันเป็นสิ่งที่ท้าทายและจะต้องฟ่าฟันตามเป้าหมายให้จงได้
นั้นคือ พวกเค้าได้เรียนรู้ถึงความเป็นจริง .....
ในอีกโลกนึงที่ผู้คนทั้งหลายต่างดำรงชีวิตอยู่ในแง่มุมของความเป็นจริง สิ่งที่จะตอบสนองความรู้สึกที่ให้เป็นสุขกับเค้าทั้งคู่จะยังคงมีอยู่เรื่อยไป ตราบเท่าที่มีสิ่งให้ไปแลกเปลี่ยน
สิ่งนั้นนำไปเสนอนั้น อาจจะด้วยเต็มใจ .... หรือก็ขมขื่นเต็มทน
ความสุขที่เกิดขึ้นจากใจของเราอย่างที่ไม่ต้องการสิ่งแลกเปลี่ยน หายไปไหนเล่า
จินตนาการที่หล่อเลี้ยงเราในวัยเด็กกลับสูญสิ้นไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
พยายามที่จะรื้อฟื้น แต่มันกลับลางเลือนเต็มทน
แต่สิ่งที่กลับมาถมให้จำได้ฝังใจกลับกลายเป็นริ้วรอยแห่งบาดแผลที่ได้มาจากการดำรงชีวิตในโลกแห่งความจริง
.
.
.
.
จนกว่า เมื่อใดรู้สึกได้ว่า ..
เราเผลอยิ้มให้กับบางสิ่ง ... เด็กน้อยในโลกแห่งจินตนการคนนั้นได้กลับมาเยี่ยมหาอีกครั้ง
fuel
23 ก.ย. 2551 เวลา 00:30 น.